calendar

หน้าสุดท้าย
แปะ แปะ วันยุงไม่กัด
ความเหงา....
กิจกรรมปิดเทอม
เปิดเทอมใหม่ ! 2554
HBD to me :)
เวลาช่วงปิดเทอม
ภูมิใจในอาชีพฉัน
23/12/2010
เปิดเทอม 2
บันทึกอดีต
ตามล่าหา daddy :p
so soon to be real ^^
กระเป๋าใบน้อยๆ
with or without
เฮือกกก
ประสบการณ์โรงเรียนสองภาษา
ห้าปีที่แล้ว
ความคิด
Meeting
25 ปี ของการรอคอย



แปะ แปะ วันยุงไม่กัด

โอ๊ โห... ล่าสุดที่แวบมา ตอน 27 ขวบ หรอนี่ :D



แปะ แปะ

ว่าด้วยเรื่องของความเจ็บป่วยของแม่ คิดเสียว่า ให้ความรู้กับคนอื่นที่อาจจะนึกไม่ถึงเหมือนเรา ไม่คิดว่า นี่คือความเจ็บป่วย ไม่รู้ว่ามันคืออะไร... แต่สุดท้ายแล้ว ไม่ใช่ยาอย่างเดียว ไม่ใช่เงินอย่างเดียว ไม่ใช่สิ่งของนอกกายอย่างเดียว แต่กลับเป็นความรักและเวลา ที่ทำหน้าที่สมานทุกอย่างให้ดีที่สุด 

ผ่านมาจนวันนี้ ประมาณ 9 เดือนแล้ว ค่อนข้างกลับสู่โหมดปกติ และเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ต้องขอโทษสำหรับคนที่คอยถามไถ่ คนที่คอยใส่ใจ คอยส่งมาถาม ส่งความห่วงใยมาให้ แต่กลับได้ความเงียบ ตอบกลับไป ไม่ตอบ ไม่รู้จะพูด ไม่รู้จะอธิบายยังไง ยอมรับว่า ค่อนข้างหลง เพราะทั้งชีวิต เหมือนว่าเรามีแค่เค้าเพียงคนเดียว...เราอยากให้ทุกอย่างกลับมา เรารู้ว่า วันนึงเค้าจะไม่ใช่แบบนี้ 

จริงๆแล้วไม่รู้ว่า ความป่วยนี้มันเข้ามาให้เมื่อไหร่.... แต่รู้แค่ว่า ทำไมมันหนักขึ้น เมื่อประมาณ เมษา (2556 ) ปีที่แล้ว ณ ตอนนั้น ก็ยังไม่รู้ว่ามันคือความไม่สบาย 

เหมือนว่าในบ้านมันมันแต่ความร้อน ความไม่เข้าใจกัน ทำไมแม่ถึงมองตัวเราในทางที่ไม่ดี ทำไมแม่ถึงมองตัวเราว่าจะทำในสิ่งที่ไม่ดี กลับกลายเป็นความน้อยใจ ว่าคนที่เรารักที่สุด ทำไมมองเราเป็นแบบนี้

ช่วงเวลานั้น ตัวเองเลยตัดสินใจ ไปหาจิตแพทย์ 
เพราะความไม่นิ่งในใจ เหมือนท้อในชีวิต จำได้ว่าช่วงนั้น ทำงาน 7 วัน ความตั้งใจอย่างเดียวคือ เราจะสร้างให้แม่เห็น เราจะทำให้แม่เห็น ว่าเราทำได้ อยากเป็นลูกที่เก่งในสายตาแม่ สิ่งที่ต้องการคือกำลังใจ แต่มันกลับกลายเป็นเรื่องราวต่างๆ

ในขณะที่สอนบางวัน มีเสียงโทรศัพท์เข้ามาจากแม่ พอรับ กลับกลายเป็นเสียงแม่ที่ร้องไห้ปลายสาย 

"ทำไมถึงทำกับแม่แบบนี้ ขออะไรแม่ แม่ให้ทุกอย่าง น้องจอมเคยเป็นคนที่น่ารัก แต่ทำไมตอนนี้ถึงทำแบบนี้"

พอวางสาย เรากลับงง .. ว่าเราทำอะไรลงไป ???? เราไม่เคยทำในสิ่งที่แม่คิดเลย ไม่เคยเลยยย !!!! จำได้ว่า มันเป็นเสียงโทรศัพท์ที่เข้ามา ระหว่างพักการสอน หลังจากนั้น ทั้งวัน จิตใจมันไม่นิ่ง สอนไป บางที มันก็ร้องไห้ในความน้อยใจ 

"ไม่รู้จะบอกแม่ยังไง ทำยังไงให้แม่เชื่อใจ แต่ถ้าการสาบานมันเป็นจริงได้ สาบานกับทุกอย่าง ว่าไม่เคยทำอะไรในสิ่งที่แม่พูดเลย " 

และนั่นคือทางออกของเรา... ขอไปหาหมอ เพราะพูดยังไงแม่ก็ไม่เชื่อ เราไม่ได้ทำ อยากจะหาทุกอย่างมาพิสูจน์ ให้เค้าเห็น ถ้ามันมีโอกาสทำได้เหมือนพิสูจน์เลขก็งงดี งั้นสิ่งแรกที่เราต้องทำก่อนเลย เราต้องทำตัวเราให้เข้มแข็ง และอยู่กับสิ่งที่แม่พูด ให้ได้ก่อน ไม่ว่าจะไม่จริง แต่เราต้องอยู่ให้ได้ !

หาหมอช่วงแรกๆ ก็ยังมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย... แม้ว่าเราจะทานยาตามที่หมอสั่ง สุดท้ายแล้ว ถ้าเราไม่ควบคุมจิตใจตัวเอง ไม่มีอะไรช่วยเราได้ ทุกอย่างมันเดินทางร่วมกัน เดินทางไปด้วยกัน



ตัวเราเองไปหาหมอ ประมาณ 4 เดือน ตัวเราก็เหมือนจะเข้มแข็งขึ้นบ้าง แต่แม่ยังคอยทัก คอยพูดในสิ่งที่เราไม่ได้ทำเสมอๆ 

สุดท้าย ขอให้แม่ ไปหาหมอด้วยดีกว่า กว่าจะพาไปได้ .... ต้องวิงวอน อ้อนวอน ทุกวิถีทาง 

"แม่ไม่ได้เป็นอะไร ถ้าเลิกทำ แม่ก็ไม่เป็นแบบนี้... แต่แม่ก็ทำใจได้แล้วหละ"

"แม่ไม่ใด้เป็นคนบ้า จะให้แม่ไปหาหมอทำไม แม่ไม่มีอะไรจะคุยกับหมอ......"

ไม่รู้จะพูดยังไง ให้แม่เปลี่ยนใจไป 

"สักครั้งนึงนะ แม่ไปด้วยกันหน่อย ถ้าแม่รักน้องจอม น้องจอมไม่อยากให้แม่เป็นแบบนี้ งานสอน ไม่ใช่งานที่นั่งทำคนเดียวนะแม่ ต้องอยู่กับนักเรียนทั้งห้อง ถ้าจิตใจเป็นแบบนี้ ไปสอนไม่ได้แล้ว ไม่อยากทำอะไรแล้ว.....ทุกวันนี้จะทำไปทำไม เพราะทำ เพราะอยากให้แม่สบายใจ เห็นว่าน้องจอมพึ่งพาได้ น้องจอมอยากได้กำลังใจ แต่ทำไมเราสองคนถึงเป็นกันแบบนี้ เรามีกันแค่นี้....."

คำพูดทุกอย่าง ขอออออ........ หมดแล้ว................. และแม่ก็ยอมไป......


จำได้ว่า วันแรกแม่ไป แบบไม่พอใจนัก..... ออกมาจากห้องหมอ

"หมอบอกว่า แม่ไม่ได้เป็นคนโรคความจำเสื่อมนะ หมอทดสอบหมดแล้ว แม่จำได้หมด... อย่าคิดว่า อะไรที่เอาไปแล้วแม่จะไม่รู้...... แม่จำได้หมดไม่ได้หลงคิดไปเอง..." 

เซ็งไปเบย ฮร๊า

หลังจากที่แม่พบหมอวันนั้น (ประมาณเดือน กันยา 56) แม่ได้ยาติดตัวมา ทั้งหมด 3 ชนิด.... หมอบอกกับแม่ว่า...."ยาเหล่านี้จะทำให้คุณแม่สบายใจขึ้นนะครับ"
แต่ยังโชคดีที่แม่ยอมกินยา แต่ใช่ว่า มันจะดีขึ้นภายใน ข้ามคืน ....

หมอบอกกับเราว่า... "ไม่ใช่ว่าแม่ไม่รักคุณนะ แต่ตอนนี้แม่คุณไม่สบาย..... ยาของหมอจะทำให้แม่ใจเย็นขึ้น......แล้วมันจะดีขึ้น" TT

สุดท้ายไม่รู้จะทำยังไง ทำไม การมีกันแค่สองคน พอมีอะไรเกิดขึ้น มันเหมือนทุกอย่างจบลง หมอเลยแนะนำให้ ตัวเราหากิจกรรมอื่น มากกว่า การทำงาน และ อยู่กับแม่ ควรจะมีอะไร อย่างอื่นให้เราสนใจมากกว่า 2 อย่างนี้ ......

นั่นก็คือ จุดเริ่มต้นของการหา กลุ่มขี่จักรยาน ต้องขอบคุณ CoffeeBikeClub ที่เป็นส่วนนึง ให้ผ่านเรื่องเทาๆ ไปได้ 

จากกนั้นก็ ย้ายออกจากบ้าน ไปอยู่คอนโด พยายามหลีกเลี่ยงปัญหา ในเมื่อปัญหามันแก้ไม่ได้ แต่ละคนยังต้องมีหน้าที่ต่อไป.... ก็ขอย้ายออกมา แล้วจะดูว่า มันจะดีขึ้นไหม

แต่เปล่าเลย.... ทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิม แม่ยังคงมองว่า เราทำให้แม่เสียใจ แม่คิดว่า เราขโมยของๆ แม่ แม้ว่าจะย้ายออกมา ก็ไม่ได้ช่วยอะไร ยังคิดว่า เราเข้าไปเวลาแม่ไม่อยู่.... บร๊ะเจ้า !!! มันเกิดอะไรขึ้นนนนนนนนน TT 

(( มิได้ มีจุดประสงค์ ว่าแม่ใดๆ ที่กล่าวถึงอันนี้ คือก่อนหน้าที่จะรู้ว่า มันคือความไม่สบาย ของโรคชนิดนี้ .... รักแม่ที่สุดในโลกกกกกกก โลกกกก โลกกกก ))

จนกระทั่งวันที่ 15 ธันวาคม 2556 จำได้แม่น วันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป.... วันที่เจ้า แพนดี้ ตาย...... TT ทุกอย่างหยุด และเปลี่ยนไปทันที 

 #mspandy


15 ธันวาคม 2556 วันนั้น คิดว่า เป็นวันที่สูญเสีย ครั้งแรก ที่เคยเจอกับตัว .. ไม่เคยมีใครใกล้ตัวเสียไปกระทันหัน... ยิ่งเหมือนเป็นความรู้สึกว่า เราเป็นคนทำให้เค้าตาย มันแย่ที่สุด... วันนั้น กลับบ้าน ร้องไห้ หนักมาก....(( และหลังจากวันนั้นก็ไม่กลับไปคอนโดอีกเลย)) สงสารแพนดี้ เพราะเราที่ทำให้แพนดี้ ตาย เป็นอาการ งง เหมือนไม่คิดว่า มันคือความจริง... อยากที่จะย้อนเวลากลับไป แล้วไม่ทำในสิ่งที่ทำ อยากจะให้เขาตื่น... แต่เขาไม่ตื่นแล้ว..... 

ตัวเราเองใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์ที่จะตั้งสติ กับการสูญเสีย หลังจากทำทุกอย่างเต็มที่ ส่งแพนดี้... คิดว่า เราทำได้ให้เขาได้เต็มที่แล้ว ในขณะที่เรากลับมาดำเนินชีวิตได้ปกติ... แม่กลับ นิ่ง......................... (( ไอตอนเสียใจ ลืมคิดไป ว่าแม่เห็นลูกตัวเองเสียใจขนาดนั้น แม่คงรู้สึกแย่ไปกว่าเราอีกไม่น้อย )) 

ในการกระทำที่พลาดไปครั้งนั้น ได้บทเรียนกลับมาเยอะมาก..... 

แพนดี้อาจจะแค่หมา สำหรับคนอื่น... แต่ เกือบ 4 เดือนที่อยู่ด้วยกัน เล่นด้วยกัน... ช่วงที่ไปอยู่คอนโด ก็มีแพนดี้ที่อยู่เป็นเพื่อนที่คอนโด 

วันที่เขาจากไป... ของทุกอย่างของเขายังเหลืออยู่... ของเล่น ที่ฉี่ อาหาร ขนม กระเป๋า... ตัวเขาเอาอะไรไปไม่ได้เลย....วันที่เผาเค้า... เค้าไปเป็นขี้เถ้าอย่างเดียว.... .... ตัวเราต่างหากที่ต้องอยู่กับสิ่งต่างๆ ของๆ เค้า... คนที่ยังอยู่ ก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไป.....

หลังจากวันนั้น.. สักประมาณ 2 อาทิตย์..... แม่เดินขึ้นมานั่งข้างๆ ....

"แม่เครียด"

โอ้ววววว เกิดมา 30 ปี พูดได้เลย ว่า... ไม่เคยได้ยินประโยคนี้จากปากแม่...... แล้วแม่ก็ได้แต่นิ่ง..... เงียบ........ เริ่มที่จะไม่ทำอะไร.... เริ่มที่จะไม่ดูทีวี เริ่มที่จะไม่ออกไปไหน.... เริ่มที่จะกลัวกับสิ่งต่างๆ รอบตัว.....

"แม่ไม่รู้ว่า ทำไม ตั้งแต่ แพนดี้ตายไป แม่ไม่อยากทำอะไรเลย...."

มารู้สึกว่า แม่เป็นหนักเข้ามากๆ... คือช่วงปีใหม่..... อยู่ดีๆ แม่ก็ไม่กินข้าว จากที่เป็นคนชอบกิน.... เริ่มบ่นว่า..."ไม่รู้จะอยู่ไปทำไมอีกนานๆ..." 

มันเหมือนทุกอย่าง เปลี่ยนไป แม่กลายเป็นคนละคน.... จากคนที่เคยอารมณ์ร้อน นิ่ง...เย็น....... จากเป็นคนที่มีกิจกรรมทำทุกวัน กลายเป็นคนไม่อยากทำอะไรเลย..... ใครที่รู้จักแม่ติ๋น คิดว่า น่าจะรู้ถึง ความขยัน ความไฮเปอร์ของแม่ ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง... มีอะไรทำทุกกวัน .... จากที่เคยรักหมาโอเลี้ยง... กลับอยากที่จะเอาโอเลี้ยงไปให้คนอื่น 

ครั้งแรกตอนที่เหมือนมีแต่ปัญหา แล้วพาแม่ไปหาหมอ จำได้ว่า หมอบอกกับเราว่า "ให้แม่เขาทานยาหมอไปสักพัก แล้วแม่จะดีขึ้น..... ให้มองว่าแม่ไม่สบาย...." ณ วันนั้น... ไม่เคยเข้าใจกับคำพูดของหมอ..... 

แม่ไม่สบาย????? ที่แม่ คิดว่าเราเป็นลูกที่ไม่ดี ทำให้แม่เสียใจ... เพราะแม่ไม่สบาย ??? ไม่เคยเข้าใจ ....... จนวันนี้ มันชัดเจน แจ๋วแหวว..... มันไม่ได้เกิดขึ้นมาเมื่อเมษา 56 แต่มันเกิดขึ้นมา หลังจากที่เราไปเรียนต่อ ได้ไม่กี่ปีต่างหาก แต่คนละรูปแบบ... ความเชื่อที่เกิดขึ้น ในตัวแม่ กับสิ่งต่างๆ รอบตัว..ที่เราไม่เคยเข้าใจ... สิ่งที่เราเคยมองเห็นแม่ทำ.... ที่ไม่เคยทำให้เราสบายใจ แต่เราต้องทำเป็นไม่เห็น..... ณ เวลานั้น... เสียใจที่สูญเสียแพนดี้ แต่ต้องขอบคุณแพนดี้ ที่ทำให้แม่ดีขึ้น ... ดีขึ้น...

จากความนิ่งที่แม่เป็น เป็นความกังวลในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน... ทุกอย่างแม่กังวลไปหมด.... สิ่งที่ทำให้ได้ดีที่สุดคือ กำลังใจ คำพูด เพื่อให้เค้าอุ่นใจ สบายใจ.... 

ณ เวลานั้น เข้าออก รพ บ่อยมาก เชคกายให้แน่ชัดว่า ไม่เป็นอะไร เผื่อว่าแม่จะสบายใจขึ้น 

"แม่ว่า ทุกอย่างในร่างกายแม่พัง แม่ไม่ถ่ายมาหลายวัน" <--- แม่แทบจะไม่กินอะไรเลยในแต่ละวัน แต่เพื่อความสบายใจ งั้นเราไปส่องกล้องกันนะ

ขั้นตอนการส่องกล้อง กว่าจะส่องกล้องได้ มันต้องกินยาระบาย...... 

ความกังวลต่างๆ......"แม่ไม่ไหวแล้ว... แม่กินไม่ไหว...... น้ำเป็นลิตร..."

มันทรมาน เหมือนบังคับให้แม่ทำ ..... แต่ ในเมื่อมันจะทำให้แม่สบายใจได้ แม่ก็ต้องทำน้า......

ส่องกล้องออกมา... ไม่เป็นอะไร ทุกอย่างปกติ เกิดจากการกินน้อยเองค่าาาา....

ช่วงนั้น รอแค่ วันเปิดหลังปีใหม่ เพื่อที่จะพาแม่ไปหาหมอประจำ ช่วงนั้นหยุดยาว หมอไม่อยู่... ในระหว่างรอ ก็พยายามทำทุกทาง ที่จะให้แม่มีกำลังใจบ้าง... (( มันไม่ง่ายเลยยยยย !!!!! ))

มีคนแนะนำให้พาไปรักษาแบบ ใช้พลังเรกิ พาไปมาแล้ว...... ใครอยากรู้ลองหาข้อมูลเกี่ยวกับ เรกิ ดูนะคะ น่าสนใจดี 

ในระหว่างนั้น... เสียงที่เข้ามาในหูแต่ละที มันสร้างความเจ็บใจไม่น้อย

"แม่เธอเป็นอะไร ทำไมนิ่งไปเลย"

"ทำไมแม่ดูงงๆ ตลอดเวลา"

"your mom's lost her mind" อันนี้เจ็บที่สุดแล้ว.....

มันยิ่งไม่ต้องการที่จะบอกให้ใครรับรู้... เราจะต้องผ่านไปให้ได้ !!!! คนอื่น คนภายนอกไม่มีใครรู้จักแม่เรา เค้าเพียงแค่ตัดสินจากสิ่งที่เห็น...


ในที่สุด พอเปิดปีใหม่มา.... ก็ไปหาหมอเดิมทันที เมื่อหมอ (จิตแพทย์ ) เจอแม่...

"ให้แม่ admit ไหม...ที่บ้านมีคนดูแลใกล้ชิดตลอดเวลาไหม"

ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว.... ในบ้านมีอยู่สองคน ตอนนั้น อีกไม่กี่วัน รร ก็จะเปิดหลังจากปีใหม่แล้ว... วันนั้นเลือกเลย ... ลาออก ... แต่ถ้าหมอพูดให้แม่ admit แสดงว่า หมอคงต้องเห็นแล้วว่า.... แม่ต้องการดูแลอย่างใกล้ชิด 

จัดการทั้งวัน ในวันเดียว ส่งตัวแม่เข้า admit รพ ผ่านไป ตั้งแต่ 8 โมงเช้า เจาะเลือด ตรวจทุกอย่าง... จนกระทั่งได้ห้อง.................... เมื่อเห็นห้องผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งเป็นห้องรวม 

นี่เราทำอะไรลงไป.... เราจะให้แม่อยู่ในที่ๆ แบบนี้ได้ยังไง................ แม่เราไม่ได้เป็นแบบนั้น TT


To be continued




     Share

<< ความเหงา....หน้าสุดท้าย >>

Posted on Mon 15 Sep 2014 17:56
 

Comments

สู้ๆนะคะน้องจอม
แนน   
Mon 15 Sep 2014 20:54 [1]

 
 
Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh